โรคคาวาซากิ

อาการของโรคคาวาซากิ เด็กที่เป็นโรคี้จะต้องดูแลอย่างไร

โรคคาวาซากิ เป็นโรคที่เกิดขึ้นในเด็กที่มีอายุไม่เกิน 8 ปี

เป็นในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มาจากน้ำที่สกปรก แหล่งน้ำที่มีสารเคมี มีเชื้อโรคสกปรกปะปนอยู่ โรคคาวาซากิ เป็นชื่อของนายแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่ได้ทำการศึกษาโรคนี้เป็นคนแรก อีกทั้งโรคคาวาซากิเป็นมากในเด็กที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น

อาการของโรคคาวาซากิ

  1. เด็กมีไข้สูงเฉียบพลัน มีไข้สูงเกิน 104 องศาฟาเรนไฮต์ อาการของไข้จะขึ้นๆ ลงๆ ภายใน 4-14 วัน หรือถ้าหากเป็นหนักๆ จะเป็นนาน 3-4 สัปดาห์ แต่จะมีแต่อาการไข้ขึ้นสูงเท่านั้น จะไม่มีอาการเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล
  2. บางรายจะมีผื่นขึ้นตามตัว บนใบหน้า แขน ขา ลักษณะของผื่นจะเป็นปื้นๆ อยู่หลายรูปแบบ หรืออาจจะมีผื่นลอกที่บริเวณก้นของเด็ก ผื่นมักจะขึ้นตอนหลังมีไข้ 1-2 วัน และจะเป็นผื่นนาน
เคล็ดลับการดูแลผิวสำหรับวัยรุ่น

เคล็ดลับการดูแลผิว สำหรับวัยรุ่นให้เนียนนุ่มอยู่เสมอ

ผิววัยรุ่นเป็นผิวที่ใสๆ บอบบาง เป็นวัยที่มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง

ยิ่งในวัยสาวของผู้หญิงยิ่งต้องมีผิวที่ดีสวยทั้งภายในและภายนอก คือ ต้องมีผิวที่สวย และสดชื่น นุ่มนวล ไม่เพียงแต่ขาวภายนอกแต่หยาบกร้านเมื่อสัมผัส เราจึงควรรู้เคล็ดลับการดูแลผิวของวัยรุ่นโดยเฉพาะ ความต้องการของผิวแต่ละวัยนั้นแตกต่างกัน และวัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องดูแลสุขภาพผิวพรรณเป็นพิเศษ

คำแนะนำสำหรับการดูแลผิวพรรณของวัยรุ่น

  • น้ำยาต่างๆ ที่เราใช้ทำความสะอาดผิวต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติ เพราะถ้าหากเป็นสารเคมีมักจะทำให้ผิวเราเหี่ยวไวเหมือนผิวคนแก่ได้ หรือบางรายจะเกิดการระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย
  • อย่าขัดผิว จะทำให้ระคายเคืองและสุขภาพผิวแย่ลงจากเดิมอีกด้วย
  • ห้ามบีบสิวเป็นอันขาด จะทำให้ผิวระคายเคืองแล้วยังทิ้งจุดต่างดำไว้บนผิวหน้าโดยที่ไม่รู้จะเลือนลางจางหายไปเมื่อไหร่
  • การแต่งหน้าหรือทาครีมกันแดด ควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงเนื้อครีมเข้มข้น มัน หรือมีแต่สารเคมี
  • การป้องกันผิวจากแสงแดด เพราะแสงแดดทำร้ายผิว นอกจากจะทำให้ผิวคล้ำเสียแล้วยังทำให้เกิดสารก่อมะเร็งผิวหนังที่สะสมอยู่บริเวณผิวหนัง

การที่เราศึกษาดูผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาดที่มีอย. รับรองอยู่มีด้วยกันหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นครีมทาหน้า ครีมพอกหน้า โคลนพอกหน้า ผงขัดสิวสูตรอ่อนโยน ทำยาทำความสะอาดผิวต้านแบคทีเรีย หรือแม้แต่โรออน เราควรจะลองใช้สิ่งเหล่านี้แทนสารเคมีที่มีผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มักทำให้ผิวเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองเนื่องจากสารเคมี …

อาการของโรคอีสุกอีใส ที่ควรไปพบแพทย์โดยด่วน

อาการของโรคอีสุกอีใส ที่ควรไปพบแพทย์โดยด่วน

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่สามารถเป็นได้ทั้งเพศชาย เพศหญิง และเป็นได้ในทุกช่วงอายุทุกวัย

ซึ่งอาการเบื้องต้นคือจะเป็นตุ่มอยู่แพร่ไปทั่วลำตัว จะมีอาการคัน และสามารถนำเชื้อไปแพร่กระจายติดผู้อื่นได้ ส่วนมากเด็กที่เป็นโรคนี้มากที่สุดคือ เด็กที่มีอายุระหว่าง 5-12 ปี รองลงมาคือ เด็กที่มีอายุ 1-4 ปี ซึ่งโรคอีสุกอีใสมักระบาดในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

อาการของโรคอีสุกอีใสที่ควรไปพบแพทย์ คือ

  • มีตุ่มขึ้นตามตัวอย่างหนาแน่นและรู้สึกว่าตุ่มนั้นมีขนาดโตกว่าปกติ
    มีตุ่มขึ้นบริเวณเนื้อเยื้ออวัยวะเพศ มีอาการแสบ เจ็บ
  • มีตุ่มขึ้นบริเวณเยื้อบุตา หรือบริเวณแก้วตาดำ จะทำให้เป็นอันตรายอย่างมาก
  • มีตุ่มขึ้นบริเวณในช่องปาก รู้สึกเจ็บ กินอะไรก็ไม่สะดวก เจ็บคอ ปากเปื่อย
  • มีอาการแทรกซ้อนเช่น ปอดบวม มีไข้ขึ้นสูง

ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจ และรักษาไปตามอาการ ถ้าหากคนที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำก็จะติดโรคนี้ได้ง่าย และมีความรุนแรงของโรคนี้สูงกว่าคนปกติ แพทย์อาจจะใช้ยาต้านเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า อะไซโคลเวียร์ ซึ่งจะใช้ในขนาดสูงและมีราคาแพงมาก …

ข้อเสีย ของการกินยาพารามากเกินไป จะส่งผลต่ออะไรบ้าง

ข้อเสีย ของการกินยาพารามากเกินไป จะส่งผลต่ออะไรบ้าง

ยาพาราเซตามอล หรือที่เราเรียกกันอย่างเคยชินว่า “ยาพารา” เป็นยาพื้นฐานที่เรามักเข้าใจกันว่าหากเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ

เบื้องต้นก็ต้องกินยาพารา เช่น ปวดหัว เป็นไข้ ปวดฟัน ปวดท้อง เป็นหวัด เป็นต้น หากเราทานครั้งแรกเข้าไปแล้วไม่หาย เรามักจะทานรอบสองเข้าไปอีก แต่หารู้ไม่ว่าความจริงแล้วการทานยาพาราเกินขนาดหรือกินยาพารามากไปเสี่ยงต่อการเป็นพิษต่อตับ

หากเรามีอาการป่วย ทานยาพาราก็ไม่หาย ก็ควรที่จะไปพบแพทย์ เพราะยาพาราไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 3 วัน ไม่งั้นจะเกิดอันตรายต่อร่างกายเราได้ ประมาณที่ควรกินต้องเหมาะสมกับร่างกาย น้ำหนักตัว หรือไม่ควรใช้ยานี้เกินวันละ 2,600 มิลลิกรัม ปริมาณ 5 เม็ด เม็ดละ 500 กรัม จำนวน 8 เม็ด เม็ดละ 325 กรัม…

โทษของการดื่ม "กาแฟ" มากไป เสี่ยงต่ออะไรบ้าง

โทษของการดื่ม “กาแฟ” มากไป เสี่ยงต่ออะไรบ้าง

กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ยอดฮิต ยอดนิยม

โดยส่วนมากมักจะนิยมในวัยทำงานที่จะต้องทำงานโดยต่อสู้กับความง่วงไปให้ได้และมีกาแฟเป็นผุ้ช่วยของวัยทำงาน บางคนทำงานในเวลากลางคือ เช่น พยาบาล ยาม ตำรวจ ทหาร ฯลฯ เป็นต้น ที่ต้องเข้าเวรในตอนกลางคืน ทำให้มีอาการง่วงแต่ก็ไม่อาจจะนอนหลับในเวลางานได้ จึงทำให้ต้องพึ่งพากาแฟ ที่มีคาเฟอีน เป็นสารที่คอยกระตุ้นให้เราไม่นอน

หากเราได้ดื่มกาแฟเข้าไปแล้ว จะทำให้เรารู้สึกไม่ง่วงนอน กระปรี้กระเปร่า สดชื่น ร่าเริง จนทำให้เราติดกาแฟเนื่องจากสารคาเฟอีน จนทำให้เราขาดกาแฟไม่ได้ ต้องดื่มกาแฟทุกวัน หากวันไหนไม่ได้ดื่มกาแฟอาจจะทำให้มีอาการปวดหัวจากอาการข้างเคียงของการติดกาแฟ ติดคาเฟอีน โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่า “โทษของกาแฟ” นั้นก็ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายเราเช่นกัน

การดื่มกาแฟมากๆ เสี่ยงต่อการเป็นหมัน โรคกระดูกพรุน โรคมะเร้ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น เราจึงไม่ควรดื่มกาแฟมากไปในแต่ละวัน หรืองด หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟได้ยิ่งดี …